ถอดบทเรียน “เวียดนาม” มอเตอร์ไซค์ 55 ล้านคัน ทำไมถนนปลอดภัย

ถอดบทเรียน “เวียดนาม” มอเตอร์ไซค์ 55 ล้านคัน ทำไมถนนปลอดภัย

     ประเทศเวียดนามจัดว่าเป็นเมืองแห่งมอเตอร์ไซค์ มีข้อมูลระบุว่าในปี 2559 ประเทศเวียดนามมีประชากรทั้งสิ้น 92.7 ล้านคน แต่มีจำนวนรถมอเตอร์ไซค์ บนท้องถนน จำนวนสูงถึง 55 ล้านคัน ขณะที่รถยนต์มีเพียง 3.7 ล้านคัน

     ขณะที่ในประเทศไทย มีประชากร กว่า 66 ล้านคน มีรถยนต์บนท้องถนน กว่า 16.8 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ 20.5 ล้านคัน นับว่ามีจำนวนรถจักรยานยนต์เพียงครึ่งเดียวของประเทศเวียดนาม

     มีสถิติว่า การเสียชีวิตบนท้องถนนในประเทศไทยเกิดขึ้นกับผู้ใช้รถจักรยานยนต์สูงกว่าร้อยละ 70 เมื่อเทียบกับรถทุกประเภทบนท้องถนนและมีจำนวนสถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     แต่สำหรับที่ประเทศเวียดนาม รถจักรยานยนต์ 55 ล้านคัน กลับมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนน้อยกว่าประเทศไทยถึง 3 เท่า โดยในปี 2559 ประเทศเวียดนาม มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน 8,685 คน เมื่อเทียบกับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น แต่ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุไม่ได้มากตามไปด้วย อย่างมีนัยสำคัญ

     นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการแผนงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกด้านความปลอดภัยทางถนนและรองประธาน สอจร. กล่าวว่า มีการถอดบทเรียนความสำเร็จของหน่วยงานรับผิดชอบด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศเวียดนาม เมื่อครั้งได้มีโอกาสเข้าร่วมการประชุม ATRANS Forum เมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2561 หยิบยกเอาผลสำเร็จของประเทศเวียดนามในการลดอุบัติเหตุทางถนน โดยชี้ให้เห็นถึงตัวเลขการเพิ่มขึ้นของจำนวนรถจักรยานยนต์ในประเทศเวียดนามที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในทุกๆปี แต่สวนทางกับตัวเลขผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน ที่มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง

     ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่สิ่งที่ประเทศเวียดนามทำ ไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่ เพียงแต่มีการหยิบนำเอาข้อแนะนำขององค์การสหประชาชาติ คือ การมุ่งเน้นการจัดการที่ 5 เสาหลัก มาใช้อย่างจริงจัง คือ

     1. ด้านการบริหารจัดการ

     2. ถนนและการสัญจรที่ปลอดภัย

     3. ยานพาหนะปลอดภัย

     4. ผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย

     และ 5. การตอบสนองหลังเกิดเหตุ

โดยเฉพาะข้อที่ 1 ที่เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือในด้านการบริหารจัดการประเทศเวียดนามมีหน่วยงานเจ้าภาพทำงานเต็มเวลาสำหรับเรื่องนี้ คือ National Traffic Safety Committee (NTSC) จัดตั้งโดยกฎหมายมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 ในระยะแรกมี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน จากนั้นยกระดับความสำคัญ ด้วยการมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ มีการประชุมกันทุก 3 เดือน โดยให้กรรมการระดับจังหวัดเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง เพื่อร่วมเสนอปัญหา แผนงานแก้ไขปัญหา และความต้องการสนับสนุนจากส่วนกลาง

     หลังจากเริ่มดำเนินการในปีแรก สามารถลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรชาวเวียดนามจากอุบัติเหตุลงได้ถึงร้อยละ 12 หรือ หรือเทียบเท่า 1,557 คน และ

     เมื่อมีการประเมินติดตามในระยะ 10 ปี (2551-2560) พบว่าสามารถลดการบาดเจ็บทางสมองได้ถึง 5 แสนราย ป้องกันการเสียชีวิต 15,000 คน ลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจลงได้กว่า 110,000 ล้านบาท

     ประเด็นปัจจัยนำไปสู่ความสำเร็จของประเทศเวียดนาม คือ

     มีหน่วยงานเป็นเจ้าภาพเต็มเวลา ซึ่งมีผู้บริหารหน่วยงานที่เป็นวิศวกรผู้เชี่ยวชาญด้านการจราจรและขนส่ง ทำงานอย่างต่อเนื่อง ไม่เปลี่ยนแปลงตามการเมือง ได้รับความร่วมมือในการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆอย่างเป็นระบบ ได้รับการสนับสนุนและมีนโยบายจากผู้นำรัฐบาลชัดเจน มีการกำหนดเป้าหมายระยะกลางและระยะยาวโดยมีแผนดำเนินการ มีการกำกับติดตามประเมินผล โดยเฉพาะนโยบายที่ทำได้ก่อนคือ ในเรื่องการสวมหมวกนิรภัย100% ซึ่งได้ผลสำเร็จและมีประสิทธิภาพ

     บทเรียนประเทศเวียดนามถูกถอดออกมาแล้ว เห็นได้ชัดว่าสัมฤทธิ์ผล ประเทศไทยก็ควรเดินหน้า ทำให้ได้อย่างประเทศเพื่อนบ้าน เป้าหมายคือ ลดเจ็บ ตายจากอุบัติเหตุที่ไทยครองแชมป์โลกมาแล้วหลายปี

ข่าวโดย-อรรถชัย นิธิสีลตานันท์