เครือข่าย สอจร. ดูงาน รร.ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน สัญจรที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมผลักดันไปยังเครือข่ายทั่วประเทศ

เครือข่าย สอจร. ดูงาน รร.ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน สัญจรที่ จ.อุบลราชธานี พร้อมผลักดันไปยังเครือข่ายทั่วประเทศ

เมื่อช่วงสายวันที่ 4 ตุลาคม 2561 นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ประธาน สอจร. พร้อมคณะพี่เลี้ยง สอจร.จากทั่วทุกภาคของประเทศ กว่า 25 คน ได้เดินทางมายังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อและ รร.เทศบาล4 (อนุบาล พระเจ้าองค์ตื้อ) สังกัด เทศบาลนครอุบลราชธานี ซึ่งเป็น รร.ต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนน ในกลุ่มเด็กปฐมวัย ของกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณและทีมนักวิชาการในการดำเนินโครงการจาก สสส.

นายประชา กิจตรงศิริ รองนายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ในฐานะผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กล่าวว่า “ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทุกๆฝ่ายที่เข้ามาช่วยผลักดันหลักสูตรวิชาความปลอดภัยในเด็กเล็กในพื้นที่ ให้ประสบผลสัมฤทธิ์ในการดำเนินการ และพร้อมที่จะเป็นต้นแบบเพื่อกระจายไปยังศูนย์เด็กเล็กในภูมิภาคต่อไปในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาทุกฝ่ายได้ร่วมกันทำงานอย่างหนัก ทั้งในส่วนของคณะครู, กรรมการสถานศึกษา, อปท., ทีมนักวิชาการ ตลอดจนผู้ปกครองนักเรียนและชุมชนโดยรอบสถานศึกษาที่เล็งเห็นความสำคัญในการปลุกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนให้กับเด็กในปฐมวัย โดยในเบื้องต้นทางเทศบาลฯได้ระดมทุนจากประชาชนในพื้นที่ในการจัดหาหมวกนิรภัยให้กับเด็กทุกคนในศูนย์ได้ใช้สวมใส่ในการเดินทางไป-กลับ รร. แต่ก็คงต้องขอความร่วมมือไปยังผู้ปกครองให้ขัดหาหมวกกันน็อคไว้ใช้เองในการมารับ-ส่ง บุตรหลาน และยังได้รับความร่วมมือจากชุมชนโดยรอบสถานศึกษาในการร่วมแรงช่วยกันกำจัดจุดเสี่ยงโดยรอบพื้นที่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางมาโรงเรียนของเด็กๆ ซึ่งถือเป็นความท้าทายที่จะดึงชุมชนโดยรอบเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลพื้นที่ให้มีความปลอดภัย และอยากฝากไปถึงจังหวัดอื่นๆมีจะนำไปประยุกต์ใช้ ให้โน้มน้าวให้ผู้บริหารท้องถิ่นเห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในหลักสูตรก็จะประสบผลสำเร็จได้อย่างแน่นอน”

ผศ.(พิเศษ)กาญจนา ทองทั่ว ผอ.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มูลนิธิประชาสังคม จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า “เบื้องต้นได้มีการคัดเลือกสถานศึกษาในจังหวัดอุบลฯและ อำนาจเจริญจังหวัดละ 2 แห่ง โดยความตั้งใจที่เลือก รร.เทศบาล4และศูนย์เด็กเล็กแห่งนี้เพราะเล็งเห็นว่าในพื้นที่รอบรัศมีของ รร.มีปัญหากลุ่มเด็กแว้นซ์พักอาศัยอยู่ในชุมชนโดยเด็กที่ศูนย์หากไม่มีการป้อนความรู้ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยทางถนนให้ตั้งแต่ปฐมวัยเมื่อเติบโตไปก็คงจะเป็นกลุ่มเด็กแว้นซ์ที่สร้างปัญหาให้พื้นที่ และในเบื้องต้นเมื่อได้เช้ามาพบปะกับครูที่ รร. เพื่อทำความเข้าใจและดูถึงความพร้อมที่จะทำโครงการหรือไม่ก่อนจะเข้าไปคุยในระดับผู้บริหาร ซึ่งในการทำโครงการดังกล่าวมีทีม Node ภาคอีสานเข้ามาสนับสนุนในเรื่องของนักวิชาการที่จะเข้ามาช่วยดูแลในทุกๆกลุ่ม ในการจัดกิจกรรมการอบรมจัดทำหลักสูตร แผนการจัดประสบการณ์ ช่วยระดมความคิดเห็นให้ตกผลึกในส่วนของเนื้อหาหลักสูตร โดยจุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยในแนว action research โดยการกำหนดกิจกรรมในทุกๆกิจกรรมจะต้องอยู่บนฐานข้อมูลเสมอ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านถือเป็นแค่จุดเริ่มต้นหรือเฟสแรกเท่านั้น โดยตั้งใจจะต่อยอดไปยัง ในระดับประถมศึกษา ในโรงเรียนที่น้องๆส่วนๆใหญ่ในโรงเรียนนี้ไปศึกษาต่อ และยังอาจจะขยายหลักสูตรนี้ไปถึงยังระดับมัธยมศึกษาต่อไป”

นางพิมผกา แก่นอาษา หน.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดใต้พระเจ้าใหญ่องค์ตื้อ กล่าวว่า”ที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากทีม Node ภาคอีสานภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. ทำให้โครงการดังกล่าวเป็นรูปเป็นร่าง เรามีหลักสูตรวิชาความปลอดภัยทางถนนเป็นของเราเองจากความร่วมมือของหลายๆภาคส่วน โดยที่ผ่านมาจากการสอนให้กับเด็กก็ยังมีปัญหาอยู่บ้างเล็กน้อย คือ เด็กยังไม่เข้าใจในข้อตกลงในการจัดแต่ละกิจกรรมว่าจะต้องทำอย่างไรจึงต้องมีการทำซ้ำในกิจกรรมนั้นๆเพื่อให้เด็กเกิดการจดจำและเรียนรู้ ซึ่งในทุกๆกิจกรรมจะเน้นให้เด็กได้ลงมือทำในกิจกรรมจริงๆเพื่อให้เกิดประสบการณ์จริงๆกับเด็ก เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาในอนาคต และในส่วนของนวัตกรรมทางการศึกษา รร.เทศบาล 4 ก็มีผลงานชนะเลิศในระดับภาค โดยนางกัญญาภัค เสตพันธ์ ครูชำนาญการพิเศษ รร.เทศบาล4 ได้ส่งผลงานสื่อชุดปลูกจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนเข้าประกวดและสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ ในการแข่งขันงานทักษะวิชาการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปีการศึกษา 2561 โดยทางศูนย์จะยังคงต้องพัฒนาหลักสูตรความปลอดภัยทางถนนในเด็กปฐมวัยอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็น ต้นแบบอย่างแท้จริงต่อไป”

ทางด้าน นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ประธาน สอจร.ได้กล่าวทิ้งท้ายให้กับคณะครูและผู้เข้าร่วมทุกท่าน ถึงปัจจัยของความสำเร็จของโครงการจะต้องประกอบไปด้วย
1. ต้องเจอคนที่ใช่ แบ่งงานให้ถูกกับคน แบ่งคนให้ถูกกับงาน
2. ต้องมีทีมซัพพอร์ทคอยให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
3. ผู้บริหารในทุกระดับต้องเห็นชอบไปในแนวทางเดียวกัน
4. ต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
5. มีความต่อเนื่อง
6. ทีมที่เกี่ยวข้องต้องลงมาสนับสนุนอย่างเต็มที่
7. มีงบประมาณคอยสนับสนุนอย่างเหมาะสม

ข่าว : อรรถชัย นิธิสีลตานัน

ทีมข่าว Roadsafety Newstizen