หมดเวลาทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน ทำไมอุบัติเหตุในไทยไม่ลดลง

หมดเวลาทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน ทำไมอุบัติเหตุในไทยไม่ลดลง

     ประเทศไทยกำหนดให้ปี 2554-2563 เป็นทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน โดยมีเป้าหมายลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนต่ำกว่า 10 คนต่อประชากรหนึ่งแสนคนในปี พ.ศ. 2563 ด้วยการบูรณาการทุกหน่วยงาน ให้ป้องกันอุบัติเหตุทางถนนประสบผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม

     มีการพิจารณามาตรการเพิ่มเติม เช่น ให้รถยนต์สาธารณะทุกคันติดตั้งระบบ จีพีเอส เพื่อควบคุมความเร็วในการขับ ไม่ให้เกินที่กฎหมายกำหนด การขับรถยนต์ระยะทางไกลให้คนขับรายงานตัวระหว่างทางโดยใช้ลายนิ้วมือในการแสดงตนเพื่อป้องกันไม่ให้ใช้คนขับรถยนต์เพียงคนเดียว เป็นต้น

     ในชั้นแรกกฎระเบียบต่างๆที่กำหนดขึ้นมาใหม่ มีเสียงสะท้อนถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ว่าทำได้จริงหรือไม่ แต่สิ่งที่พิสูจน์ตลอดเกือบทศวรรษพบว่า มาตรการต่างๆสามารถนำมาใช้ได้จริง หลายมาตรการเกิดเป็นรูปธรรมและเกิดเป็นความเคยชินในการปฏิบัติตามกฎหมาย คล้ายกับการบังคับให้ต้องสวมหมวกนิรภัยและคาดเข็มขัดนิรภัย แม้จะยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่สังเกตได้อย่างเห็นได้ชัดคือ คนไทยส่วนใหญ่คาดเข็มขัดนิรภัยขณะขับรถ และอัตราการสวมหมวกนิรภัยมีเพิ่มขึ้น

     “ประเด็นคือ แม้มีการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน แต่เพราะเหตุใด จำนวนผู้เสียชีวิตจากความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยจึงยังไม่ลดลง”

     นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลก ด้านวิกฤติบำบัดและอุบัติเหตุและประธานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร หรือ สอจร.ผู้ขับเคลื่อนเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางถนน วิเคราะห์ว่า จากสถิติตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุ ข้อมูลในปี 58 เสียชีวิต หมื่นเก้าพันราย ปี 59 สองหมื่นหนึ่งพันราย เหมือนจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขึ้นๆลงๆ ปี 2558 ลดลง ปี 2559 เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มว่าการเสียชีวิตอาจจะเพิ่มขึ้นในปี 2560 (ยังไม่ได้ข้อสรุปข้อมูลปี 2560) แต่มีข้อมูลที่ไหลเข้ามาจากจังหวัดต่างๆมีแนวโน้มว่าปี 60 จะเพิ่มขึ้น และจนถึงตอนนี้การเกิดอุบัติเหตุและจำนวนผู้เสียชีวิตก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น คาดการณ์ว่าในปีนี้จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางท้องถนนไม่น่าจะลดลง

     จากข้อมูลยังพบว่า ผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ยังเป็นกลุ่มที่เกิดอุบัติเหตุและสูญเสียมากที่สุด ทำให้เห็นว่า มาตรการทั้งหลาย ยังลงไม่ถึงกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งมีมากที่สุดในประเทศ จึงทำให้จำนวนความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนในประเทศไทยไม่ลดลง 

     เมื่อค้นพบสาเหตุเช่นนี้ มาตรการต่อจากนี้ ควรดำเนินการอย่างไร นายแพทย์วิทยา ตอบว่า มาตรการทั้งหลายที่ผ่านมา ยังลงไม่ถึงจักรยานยนต์ ต่อจากนี้จึงต้องแก้ไขให้ถูกจุด จึงเสนอแนวคิดไปยังรัฐบาลว่า การที่จะประสบความสำเร็จการงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนได้จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง เพื่อจัดการกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นระบบ เพราะขณะนี้ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะพยายามผลักดันให้มีหน่วยงานที่แก้ไขปัญหาเรื่องอุบัติเหตุทางถนนโดยตรง เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.), สอจร. และศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) ที่ผ่านมามีคณะกรรมการ ก็ทำงานแบบคณะกรรมการไม่ใช่องค์กรรับผิดชอบ ไม่มีความชัดเจนว่ารูปแบบองค์กรนั้นจะเป็นแบบไหน หรือ จะอยู่ภายใต้กระทรวงใด ที่ต้องทำงานตามยุทธศาสตร์ มีแนวปฏิบัติการอย่างชัดเจน ตามรูปแบบขององค์กรที่ต้องมี ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาแบบบูรณาการได้แท้จริง

     “ เรายังเน้นปีใหม่ สงกรานต์อยู่ วันอื่นๆก็แผ่วไป ทั้งที่อีก 300 กว่าวัน สำคัญทุกวัน เมื่อไม่มีหน่วยงานที่มีอำนาจหรือรับผิดชอบโดยตรง ทำให้การประสานงานก็มีปัญหามาก การบังคับใช้กฎหมายไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ไม่จ่ายค่าปรับตามใบสั่ง เครื่องมือที่ลงทุนไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเราดันไม่ถึงที่สุดว่า คนทำความผิดต้องเสียค่าปรับจึงเสนอว่าต้องมีองค์กรรับผิดชอบทะลวงปัญหาเหล่านี้ไปให้สุดให้ได้ ต้องมีเจ้าภาพหลักในการจัดการเรื่องนี้จริงๆ ทำหน้าที่ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดการออกกฎระเบียบ ให้เรื่องถึงที่สุดให้ได้ การสร้างความปลอดภัยทางท้องถนนของประเทศไทยจึงจะบรรลุผลอย่างชัดเจน “ นายแพทย์วิทยากล่าว

ข่าวโดย-เสาวลักษ์ คงภัคพูน

ทีมข่าว Roadsafety Newstizen