อุบัติเหตุทางถนนแพร่พิษทำลายเศรษฐกิจชาติ

อุบัติเหตุทางถนนแพร่พิษทำลายเศรษฐกิจชาติ

     ภาคีป้องกันอุบัติเหตุทางถนนจัดเวที คุยวงใหญ่ ครั้งที่ 3 หรือ BIG TALK#3 นโยบายพรรคการเมืองบนทาง 3 แพร่ง “ลดความสูญเสียบนถนนด้านเศรษฐกิจ สังคม นโยบาย” หวังสะท้อนให้พรรคการเมืองผลักเป็นนโยบายเพื่อรักษาชีวิตคนไทย

นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความปลอดภัยทางถนนในประเทศไทย โดยความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและองค์การอนามัยโลก ระบุว่า เรื่องอุบัติเหตุทางถนนที่รุนแรงขึ้นทุกวันในประเทศไทยกำลังได้รับความสนใจทั้งจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ผู้แทนองค์การอนามัยโลก ผู้ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุบนถนน เยาวชนนักศึกษา  และประชาชนจำนวนมาก ที่อยากเห็นรัฐบาลไทยทำให้เกิดเป็นนโยบาย ต้องการเห็นทิศทางของไทยจะมุ่งไปทางด้านไหนที่จะทำให้ประเทศไทยลดผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนได้ชัดเจน

ด้านนายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย 1 ใน 14 ของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้านการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บขั้นวิกฤติ กล่าวถึงความสูญเสียทางเศรษฐกิจ และ สังคม จากอุบัติเหตุทางถนนของไทยว่า ทุกวันนี้ไทยมีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนต่อเนื่องกันมาระดับสองหมื่นคนมานานแล้ว ตัวเลขที่องค์การอนามัยโลกกำลังจะเผยแพร่ในเดือนพฤศจิกายนนี้ คาดว่า อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน คือ 22,000 คน  และเรากำลังจะรู้ว่า รายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนของไทยจะเป็นอันดับเท่าไหร่ในการประกาศครั้งนี้  เป็นที่รู้กันจากที่สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานว่า ประเทศเรามีคนขับรถเลวร้ายที่สุดในโลก เป็นประเทศที่มีถนนอันตรายที่สุดในโลก  ผลการศึกษาของ ศาสตราจารย์ ดร.พิชัย ธานีรณานนท์ เคยศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2551 บอกว่า มีความสูญเสียมากกว่า 5 แสนล้านบาทต่อปี เสียชีวิต 4.6 ล้านบาทต่อคน พิการ 5.4 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 128,000 บาท บาดเจ็บเล็กน้อยตกคนละ 30,461 บาท ทรัพย์สินเสียหาย 40,220 บาทต่อราย ถ้าลดความสูญเสียลงครึ่งหนึ่ง GDP จะเพิ่มขึ้น เพราะลดค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องรักษาดูแลผู้ได้รับผลกระทบ

นายแพทย์วิทยา กล่าวว่า หลักการจริงๆ ถ้าคนไทยเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น สวมหมวกกันน็อกกันทุกคน ขับรถให้ช้าลง ไม่เมาแล้วขับรถ จะลดการเสียชีวิตบนท้องถนนจะลดลงอย่างละ 5,000 คน เท่ากับลดไปกว่า 2 หมื่นคน ดังนั้นเราจึงต้องการเรียกร้องให้รัฐบาล มีหน่วยงานหลักที่เข้มแข็งมาทำหน้าที่สร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับคนไทย  บังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งจริงจัง ต่อเนื่องโดยนำเทคโนโลยีมาสนับสนุน เราต้องการการจัดการเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

บทพิสูจน์ที่ประเทศพัฒนาล้วน บอกว่า แต่ละประเทศต้องมีเจ้าภาพมาจัดการเชิงระบบ เราจะสูญเสียต่อไปเรื่อยๆ 5-7% ของ GDP เราต้องการให้มีการแก้ปัญหาซ้ำซาก อย่างเวียดนามมีแล้วทำจนสำเร็จ การมีเจ้าภาพต้องมีรัฐบาลเป็นคนแต่งตั้ง

ด้าน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ขององค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย ดร.ลิวิว เวนดราสโก กล่าวว่า ในรายงาน 2015, 2017 ระบุให้จัดการใช้บังคับใช้กฎหมาย และมีสถาบันที่บริหารจัดการ  ประเทศไทยมีโครงสร้างและกลไกอยู่แล้ว แต่ยังทำงานได้ไม่ดีเท่าไหร่ในการประสานงานบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ตัวคณะกรรมการที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั่ง แสดงให้เห็นแล้วว่า มีความสำคัญที่นายกฯ มานั่ง มีเลขานุการเป็นหน่วยงานขนาดเล็กในกรม ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ทางองค์การอนามัยโลกจึงมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงกลไกจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจที่อยู่ใต้อำนาจนายกฯ หรือ ในระดับกระทรวง ไม่ใช่หน่วยงานย่อยแบบที่ปัจจุบันเป็นอยู่ ส่วนด้านกฎหมายดูจะล้าสมัยเพราะร่างมากว่า 40 ปีแล้ว ขอให้มีการทบทวนกฎหมายในบ้านเราทุกมิติว่าสำคัญ เช่น ความเร็ว หมวกนิรภัย เบาะนิรภัยสำหรับเด็ก ปริมาณแอลกอฮอล์ บางอย่างพบว่า ไทยทำได้ดีเช่น เรามีกฎหมายบังคับการสวมหมวกนิรภัยที่ดี แต่เป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายมากกว่าที่ไม่ดีเท่าที่ควร มีการทำหนังสือถึงสำนักนายกรัฐมนตรี จนมีการกำหนดกฎหมายลงมาถึงเรื่องการจำกัดความเร็วในเขตเมือง เรื่องการคาดเข็มขัดนิรภัย   ส่วนเรื่องคนขี่จักรยานยนต์ต้องให้ข้อมูลว่า คนตายจากจักรยานยนต์มากที่สุด การออกมาขับต้องเน้นว่า ขับอย่างไรให้ปลอดภัย ที่ต้องการให้เน้นอีกอย่างคือ ความไม่ปลอดภัยของคนเดินเท้า เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด ไม่เช่นนั้นถนนจะกลายเป็น “แดนประหาร” ของคนใช้ถนนแบบเดินเท้า สำหรับประเด็นี้ องค์การอนามัยโลก เห็นว่า ต้องสะท้อนให้นักการเมืองรับรู้ เพราะเสียงโหวตมาจากทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนขับรถยนต์ส่วนบุคคลเท่านั้น ส่วนใหญ่คือ คนใช้จักรยานยนต์เสียด้วยซ้ำ และยังทิ้งท้ายว่า “ความรู้เรามีแล้ว การจัดการมีแล้ว ต้องสร้างความตระหนักและสร้างนโยบายนี้อย่างจริงจัง”

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อธิบายถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจของอุบัติเหตุทางถนนว่า เรื่องนี้สำคัญมากเพราะเราทราบอยู่ว่า อุบัติเหตุก่อให้เกิดความสูญเสีย ซึ่งมีมูลค่าเท่าไหร่ ความเสียหายกับบุคคลและเศรษฐกิจเป็นเช่นไร ขณะนี้มีผลตอบรับจากการเผยแพร่ของสื่อมวลชนระดับหนึ่ง ประชาชนให้ความสนใจค่อนข้างสูง สิ่งที่ต้องเพิ่มขึ้นอีก คือ ต้องรับรู้ถึงความเสี่ยงของเขาที่จะเกิดเหตุด้วย เพื่อตัวเองจะลดพฤติกรรมเสี่ยงในการใช้รถด้วย สิ่งที่วิจัยมาคือ นำเสนอเชิงนโยบายให้หน่วยงานภาครัฐหันมาใส่ใจลงทุนกับมาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้น

แต่ปฏิเสธพฤติกรรมการขับขี่ของคนไม่ได้เช่นกัน มุมมองของการเสนอข่าวน่าจะกระตุ้นความคิดของ ประชาชนในการใช้รถใช้ถนน ดูเหมือนว่า การเกิดเหตุหลายๆ กรณี คนไทยไม่รักชีวิตตนเองเท่าไหร่ TDRI ได้ ศึกษาถึงมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น ให้ประชาชนได้เห็นว่าชีวิตมีค่ามาก ต้องลดพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ  พร้อมๆ กับหน่วยงานภาครัฐ ในอนาคตจะหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ เช่น มาตรการลดความเร็ว ลดความสะดวกสบายของคนแต่ปลอดภัยขึ้น เป็นการลงทุนของประชาชนทั่วไปด้วย แลกกับความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่มาตรการของรัฐเพียงอย่างเดียว

ต้นปีที่ผ่านมา เรามีมาตรการเรื่องใบขับขี่ แต่ประชาชนกลับเห็นเป็นภาระ ต้นทุนอุบัติเหตุทางถนน มีต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับ เหยื่อ ภาครัฐ การเสียหายของทรัพย์สิน ต้นทุนการจัดการกับการเกิดอุบัติเหตุ ต้นทุนกับการจัดการ เช่น ที่เกิดเหตุต้องมีการปิดการจราจร ต้องรอเจ้าหน้าที่มาชันสูตร การจราจรติดขัดไม่น่าต่ำกว่า 2-3 ชั่วโมง ค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นยังไม่มีการคิดถึง ณ ขณะนี้ อย่างใน กทม. ถ้าเกิดเหตุในช่วงเช้า การจราจรจะติดขัดทันที แต่ถ้าเกิดดึกๆ จะไม่เท่าไหร่

ส่วนต้นทุนที่เกิดกับเหยื่อมีเรื่องของ การรักษาพยาบาล การสูญเสียผลิตภาพ และการสูญเสียคุณภาพชีวิต รูปแบบการวิเคราะห์ความสูญเสียเกี่ยวกับเหยื่อ ดูว่า คนที่สูญเสียมีโอกาสสร้างผลิตภาพให้กับสังคมในอนาคต ประมาณการ ผลิตภาพมาคำนวณกับการบริโภค มาบวกกับค่าใช้จ่ายที่เกิดอุบัติเหตุ เป็น Human Capital Approach กับอีกวิธี คือ ดูต้นทุนที่เกิดอุบัติเหตุ ที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ VSL หรือ Value of Statistical Life การถ่ายโอนความเสี่ยง ไปยังการประกันภัย การประกันชีวิต ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันจะได้มีทุนทรัพย์มีเงินส่งต่อให้คนในครอบครัว มารักษาพยาบาล

World Bank ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ถ้ามีการลดจำนวนผู้เสียชีวิตลง 50% จะทำให้แนวโน้ม GDP เพิ่มขึ้น 5-6%

TDRI ลองทำเป็น VSL ท่านพร้อมจะจ่ายเงินสูงสุดเท่าไหร่ เพื่อลดอัตราการบาดเจ็บสาหัส/เสียชีวิต จากอุบัติเหตุทางถนน” ผลการศึกษาพบว่า มีแนวคิดต่างกันกับความยินดีที่จะจ่าย บางคนประเมินความเสี่ยงตัวเองสูง บางคนประเมินต่ำ ค่าเฉลี่ยมีค่าสูงกว่า ค่ามัธยฐาน มูลค่าการเสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุทางถนน มีค่าประมาณ 10 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากอุบัติเหตุทางถนน มีค่าประมาณ 3 ล้านบาท ประมาณการมูลค่าทางเศรษฐกิจของอุบัติเหตุทางถนน ตกที่ 5 แสนกว่าล้านบาท เฉลี่ย 3-4% ของ GDP ในทุกปี ปลายปีที่แล้ว World Bank ทำการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจ ถ้ามีการลดจำนวนผู้เสียชีวิตลง 50% จะทำให้แนวโน้ม GDP เพิ่มขึ้น 5-6% แสดงว่า มีผลทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก มีผลกระทบกับค่าใช้จ่ายของหน่วยงานภาครัฐ และผลกระทบทางอ้อมต่ออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นต่อความล่าช้า ยกตัวอย่าง การขนส่งสินค้า ผู้ประกอบการจะมีการบริหารความเสี่ยงเพิ่ม เพราะมีการเพิ่มต้นทุนหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ปัจจุบันผู้ประกอบการที่ขนส่งสินค้ามีมูลค่าสูงจะหันมาบริหารความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแล้ว

ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน ครอบครัวที่มีผู้เสียชีวิตจะอยู่ในสภาพเลวร้าย ผลตามมา คือ ลูก และ ผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการดูแล ค่อนข้างสูง คนยากจนแล้วสูญเสียกำลังหลักไป ยิ่งทำให้สถานะครอบครัวตกต่ำมาก แต่ถ้าไม่เสียชีวิต ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจะสูงตามไปด้วย เพราะระบบประกันภัยของไทยมีการคุ้มครองค่อนข้างต่ำ การรักษาพยาบาล ครอบคลุมได้ในระดับหนึ่ง ปัญหาหลักคือ ทำอย่างไร ให้ระลึกถึงการเกิดอุบัติเหตุ ลดความเสี่ยงทุกด้าน ทักษะการขับขี่มีเพียงพอหรือไม่ หากไม่พอต้องลงทุนอุปกรณ์ความปลอดภัยเพิ่ม

ด้าน นายเจษฎา แย้มสบาย ตัวแทนเหยื่อและผู้แทนจากมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวยืนยันถึงความสูญเสียต่อครอบครัวจากชีวิตของตัวเองว่า เดิมตนทำงานอยู่แถวสีลม รายได้แปดเก้าหมื่นบาทต่อเดือน เป็นเสาหลักของครอบครัว  คืนหนึ่งโดนรถชน เจอคนชนไม่มีความรับผิดชอบ มีคนเมาขับรถตามหลังชนขณะจอดไฟแดง หมดไปกับค่ารักษาพยาบาลกว่า 1 ล้านบาท หมดเงินเก็บออมที่สะสมไว้ ต้องนำมาจ่ายค่ารักษา ต้องกลับไปอยู่สลัม จากที่ย้ายมาอยู่คอนโดฯ ตนส่งลูกเรียนโรงเรียนดีๆ ต้องย้ายลูกจาก รร.เอกชน มาอยู่ รร.รัฐบาล เงินหมดตัว ต้องขอข้าววัดจริง ชีวิตพลิก จึงมาขอร่วมรณรงค์กับมูลนิธิเมาไม่ขับ ต้องนอนนิ่งๆ สองปี จ่ายค่ายา ผลพวงจากการสูญเสียเป็นแสนล้านเป็นเรื่องจริงของคนทั่วประเทศ ชีวิตที่ตายแล้วตายเลย แต่พิการจะลำบากกว่ามาก จึงคิดว่า อุบัติเหตุที่ไม่เกิดบนถนนจะดีมาก อยากฝากเรื่องนี้ให้กับพรรคการเมืองว่า คนพิการส่วนมากไม่ได้ต้องการแบมือของเงินใคร แต่ต้องการให้เห็นว่า คนพิการสามารถทำงานได้ อย่าให้อยู่กับบ้าน มีงานรองรับ ไม่ได้ต้องการเบี้ยพิการอย่างเดียว 800 บาทต่อเดือน รวมแล้วยังรับคนพิการได้นับแสน ให้มีกิจกรรมงานทำ เพื่อให้ชีวิตคนพิการของไทยเทียบเท่ากับคนอื่นๆ

ภาพผู้ร่วมเวที BIG TALK#3

ทีมข่าว Roadsafety Newstizen