ชูกล้องจับความเร็ว ลด “เจ็บ” – “ตาย” บนท้องถนน เอาจริง ! ถนน 108 เชียงใหม่-จอมทอง ซิ่งเกิน 80 กม. ปรับ 1,000

ชูกล้องจับความเร็ว ลด “เจ็บ” – “ตาย” บนท้องถนน เอาจริง ! ถนน 108 เชียงใหม่-จอมทอง ซิ่งเกิน 80 กม. ปรับ 1,000

     ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางถนน แนะรัฐลงทุนติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วบนเส้นทางเสี่ยง รุกเปิดศูนย์ปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง ถนนสาย108 เชียงใหม่-จอมทอง เพิ่มอีกหนึ่งแห่ง หลังประสบความสำเร็จถนนสาย 118 เชียงใหม่-ดอยสะเก็ด ตายลดลงชัดเจน

     การใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนดของผู้ใช้รถใช้ถนนในประเทศไทย คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสีย ทำให้ถนนไทยได้รับสมญานามว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางที่อันตรายที่สุดในโลก… แน่นอนว่าอันดับโลกนี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากพฤติกรรมการขับขี่ที่ไม่ปลอดภัยของพวกเรานั่นเอง !

 

ปรับถนน – ติดป้ายเตือน – แต่ตายเพิ่ม ?

     ถนนสาย 108 เชียงใหม่ – จอมทอง คือ 1 ใน 4 ทางหลวงสุดเสี่ยงของจังหวัดเชียงใหม่ จากการวิเคราะห์โดยกลุ่มงานอุบัติเหตุฉุกเฉินในพื้นที่ พบว่า ถนนสายนี้ช่วง กม.ที่ 51 – 82 มีจุดเสี่ยง-จุดอันตราย มากถึง 24 แห่ง ในจำนวนนี้ 9 แห่ง เป็นจุดที่มีการเสียชีวิตมากที่สุด และจากการวิเคราะห์เชิงลึกจุดเสี่ยงที่มีการใช้ความเร็วสูงสุด โดย นายนพดล กรประเสริฐ หัวหน้าศูนย์วิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ภาควิชาโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบจุดใช้ความเร็วสูงสุด 3 อันดับแรก บนถนนเส้นนี้ ได้แก่

  • จุดที่ 1 ถนนปากทางท่าลี่-สะพานแม่กลาง ตำบลข่วงเปา หลัก กม.ที่ 51+000 ช่วงกิโลเมตรที่ 51 เป็นจุดที่รถจำนวนมากใช้ความเร็วเกินกว่า 90 กม./ชม. เฉลี่ยรถ 100 คัน ที่ขับเข้าเมืองจะใช้ความเร็วเกินกำหนดมากถึง 30 คัน ซึ่งตรงกับข้อมูลของหมวดการทางจอมทอง ที่ระบุตำแหน่งเส้นทางที่รถแต่ละคันใช้ความเร็วสูงจนเกิดเหตุบ่อยครั้งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

  • จุดที่ 2 ถนนสะพานแม่กลาง-บ้านบ่อแก้ว ตำบลสบเตี๊ยะ หลัก กม.ที่ 72+000

  • จุดที่ 3 ถนนสะพานแม่กลาง-บ้านบ่อแก้ว ตำบลบ้านแปะ หลัก กม.ที่ 86+000

 

     ผลการวิเคราะห์ข้างต้นสอดคล้องกับข้อมูล กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ ที่ระบุว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2558 2559 และ 2560 ถนนเส้นนี้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นถึง 310 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตสะสม 70 ราย บาดเจ็บ 364 ราย จนแทบจะเรียกได้ว่าเกิดเหตุทุกวัน บาดเจ็บทุกวัน ที่สำคัญช่วงเวลาเกิดเหตุมีตลอด 24 ชั่วโมง

 

ถนน “ราบ” และ “ตรง” รถบรรทุกใช้ความเร็วสูง

     “ถนนเส้นนี้ค่อนข้างยาว เนื่องจากเป็นถนนเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอน ลักษณะทางกายภาพแม้จะเป็นทางราบและตรงจึงมีการใช้ความเร็วค่อนข้างสูง ที่ผ่านมาแม้จะมีการนำความรู้ด้านวิศวกรรมเข้ามาปรับปรุงถนนให้ดีขึ้น แต่ช่วยได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่เพียงติดขัดข้อจำกัดโครงสร้างถนนเดิม เช่น ความคดในบางช่วง ทว่าปัจจัยหลักยังคงเกิดจากการใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนด” รศ.ลำดวน ศรีศักดา ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมจราจร อดีตอาจารย์ภาควิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ย้ำถึงปัญหาการใช้ความเร็วบนถนนสาย 108 เชียงใหม่ – จอมทอง

     ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมจราจร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการเก็บข้อมูลพบว่าไม่เฉพาะรถเก๋ง รถกระบะ รถตู้ หรือรถบัสโดยสารเท่านั้นที่ใช้ความเร็วสูง ในขณะเดียวกันรถบรรทุกพ่วงขนาดใหญ่ก็ใช้ความเร็วเกินกฎหมายกำหนดเช่นกัน สาเหตุที่เส้นทางนี้มีรถบรรทุกขนาดใหญ่สัญจรมาก เนื่องจากมีการบรรทุกวัสดุก่อสร้างหินและทรายไปส่งไปยังตัวเมือง ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุกับรถเล็ก โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ รวมไปถึงคนเดินเท้าจึงรุงแรงถึงชีวิต ประกอบกับมีการปรับปรุงขยายถนนในบางจุดให้กว้างขึ้น จาก 2 เป็น 4 เลน ในขณะที่ชาวบ้านยังคงเคยชินกับพฤติกรรมการใช้ถนนแบบเก่า จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงเสริมของการเกิดอุบัติเหตุ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเส้นทางจะมีจุดอ่อนแต่เชื่อว่าหากผู้ขับขี่ใช้ความเร็วตามกฎหมายกำหนด จะช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตหรือลดการบาดเจ็บเมื่อเกิดเหตุในแต่ละครั้ง

 

กล้องตรวจจับความเร็ว เทคโนโลยีลด “เจ็บ” – “ตาย” บนท้องถนน

      ความรุนแรงอุบัติเหตุทางถนนของไทย ที่ดูเหมือนว่ายังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้ กลายเป็นคำถามที่ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง ? ที่เราต้องให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อลดและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียตัวอย่างผลสำเร็จจากการนำเทคโนโลยีกล้องตรวจจับความเร็ว และระบบติดตามตลอด 24 ชั่วโมง ณ ถนนสาย 118 ดอยสะเก็ด – เชียงใหม่ ผลปรากฎว่าสามารถลดความเร็วและอุบัติเหตุลงได้อย่างชัดเจน จากเดิมที่ถนนเส้นนี้เคยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 10 ราย/ปี เหลือเพียงรายเดียวตั้งแต่ต้นปี 2561 เป็นต้นมา ผลความสำเร็จนี้ถูกนำมาขยายต่อยังถนนสาย 108 เชียงใหม่-จอมทอง ดังข้อมูลที่ปรากฎข้างต้นว่าถนนเส้นนี้ เป็นหนึ่งในเส้นที่มีความอันตรายที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่

      “ผู้ใช้ถนน 108 ต้องระมัคระวังการเกิดอุบัติเหตุให้มาก เพราะคนขับรถที่ใช้เส้นทางนี้ส่วนใหญ่ใช้ความเร็วสูงผิดปกติ เพื่อลดและป้องกันการเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสีย ให้ถนนสายนี้มีความปลอดภัยมากขึ้น จึงได้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจราจร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำการศึกษาสถิติข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุ และส่งอมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเชียงใหม่ ให้เร่งดำเนินการแสวงหากล้องตรวจับความเร็วอัตโนมัติมาใช้” นพ.ธีรวุฒิ โกมุทบุตร ผู้เชี่ยวชาญของแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร จังหวัดเชียงใหม่ (สอจร.เชียงใหม่) ยกตัวอย่างผลสำเร็จที่เกิดขึ้นในพื้นที่นำร่องและขยายผลต่อมายังพื้นที่แห่งที่สอง ณ อำเภอจอมทอง

ความเร็ว 60 กม./ชม. เพิ่มโอกาสตายถึง 9 ใน 10

     นพ.ธีรวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ล่าสุดโดยการสนับสนุนของ Safer Road Foundation ( SRF ) ประเทศอังกฤษ สำนักงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรเชียงใหม่ (สอจร. เชียงใหม่) ได้ดำเนินการติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วจำนวน 5 ตัวแบบครบวงจร ในช่วง กม.ที่ 51, 62, 64.5, 72 และ 83 พร้อมจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการควบคุมตรวจจับความเร็วตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเรดาห์ตรวจความเร็ว และป้ายเตือนก่อนถึงจุดตรวจจับ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ลดและชะลอความเร็ว รวมมูลค่า 13 ล้านบาท ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินงานอย่างเป็นทางการ โดยจะทำการจับปรับผู้ขับรถเร็วเกิน 80 กม./ชม. เป็นเงิน 1,000 บาท

     “ตามหลักการแพทย์แล้วถ้ามีแรงปะทะจากรถที่วิ่งด้วยความเร็ว 40 กม./ชม. ชนคนเดินถนน คนขับรถจักรยาน และรถจักรยานยนต์ จะมีโอกาสเสียชีวิต 1 ใน 10 แต่หากความเร็วในการชนเพิ่มขึ้นอีก 20 กม./ชม เป็น 60 กม./ชม. จะเพิ่มโอกาสตายถึง 9 ใน 10 ดังนั้น ความเร็วจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสรอดหรือเสียชีวิต ในขณะที่การมีเรดาห์และป้ายเตือนความเร็ว รวมถึงกล้องจับความเร็วเพื่อนำไปบังคับใช้ทางกฎหมาย จะช่วยลดความรุนแรงและสูญเสียลงได้ เพราะหากขับรถมาด้วยความเร็ว 80-90 กม./ชม. แล้วเห็นคนหรือสิ่งกีดขวางจะมีเวลา 2-3 นาที ในการแตะเบรก ช่วยชะลอความเร็วให้ต่ำลงเป็น 60 กม./ชม. ได้” นพ.ธีรวุฒิ กล่าว

     ผู้เชี่ยวชาญ สอจร. เชียงใหม่ ย้ำว่าการใช้เทคโนโลยีด้วยระบบ Speed camera enforcement system ได้พิสูจน์แล้วทั่วโลก ว่าสามารถลดอุบัติเหตุและความรุนแรงบนท้องถนนได้ อย่างไรก็ตามแม้จะมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแต่สิ่งสำคัญมากที่สุด ในการดำเนินงานคือความร่วมมือกัน ระหว่างตำรวจจอมทองและเทศบาลท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่  ในการรับเป็นเจ้าของกล้องเพื่อใช้งานและบำรุงรักษา

 

พื้นที่ยืนยัน Speed camera ได้ผลจริง ตายลด – กู้ชีพ กู้ภัย ภาระงานลดลง

     พ.ต.อ. ดำเนิน กันอ่อง ผกก.สภ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ กล่าวเสริมว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในพื้นที่เกิดขึ้นทุกรูปแบบ ทั้งรถยนต์ชนคนข้ามถนน รถยนต์เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ และอุบัติเหตุจากรถบรรทุกขนาดใหญ่ จากการเก็บข้อมูลในเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ก่อนการติดตั้งระบบเรดาห์และกล้องตรวจจับความเร็ว มีผู้เสียชีวิตถึง 4 ราย ขณะที่ภายหลังการทดลองติดตั้งระบบ ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ผู้เสียชีวิตลดลงเหลือเพียง 1 ราย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นช่วยยืนยันได้ว่าเทคโนโลยีดังกล่าว ช่วยลดความสูญเสียจากการใช้ความเร็วของผู้ขับขี่ รวมไปถึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น

     ไม่ต่างจาก นายอุดม คำวัน นายกเทศบาลตำบลจอมทอง จ.เชียงใหม่ ที่บอกว่า การนำเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาติดตั้งในพื้นที่ช่วยให้ชาวบ้านอุ่นใจมากขึ้น โดยในระหว่างทดลองระบบและก่อนบังคับใช้อย่างจริงจัง ผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ต่างๆ ได้รณรงค์ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการทำงาน รวมถึงความจำเป็นที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่ามาตรการนี้จะช่วยลดการบาดเจ็บ และความสูญเสียของคนในพื้นที่ลงได้ โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือในขณะนี้รถกู้ชีพกู้ภัย ออกปฏิบัติการณ์น้อยลงกว่าก่อนการติดตั้งระบบอย่างมาก ผลที่ได้จึงไม่เพียงช่วยรักษาชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนเท่านั้น แต่ยังประหยัดงบประมาณ ในการออกปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย

     ขึ้นชื่อว่าอุบัติเหตุแน่นอนว่าไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น.. จากบทเรียนในพื้นที่นำร่อง ถนนสาย 118 เชียงใหม่ – ดอยสะเก็ด ที่ได้ติดตั้งกล้องตรวจจับความเร็วและศูนย์ปฏิบัติการควบคุมตรวจจับความเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า การลงทุนเพียง 13 ล้านบาท ครอบคลุมระยะทางเสี่ยงและอันตราย ช่วยลดอัตราเสียชีวิตได้จริง ดังนั้น น่าจะเป็นผลดีไม่น้อยหากในอนาคตหน่วยงานเจ้าภาพหลักของไทย หันมามุ่งเน้นสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว โดยที่ไม่ต้องร้องขอการสนับสนุนจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว

ทีมข่าว Roadsafety Newstizen