สำรวจสังคมไทยไร้วัฒนธรรมความปลอดภัยการใช้รถ พบ พ่อ-แม่ สวมหมวกกันน็อค ให้ลูกรักแค่ 7%

สำรวจสังคมไทยไร้วัฒนธรรมความปลอดภัยการใช้รถ พบ พ่อ-แม่ สวมหมวกกันน็อค ให้ลูกรักแค่ 7%

     ผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันอุบัติเหตุ แนะผู้ปกครองปกป้องบุตรหลานและคนที่ตนรัก ด้วยการสวม “หมวกกันน็อค” อุปกรณ์สำคัญ ลด เจ็บ – ตาย เสนอรัฐผุดโครงการหนุนการใช้หมวกกันน็อคเด็ก ใบเก่าแลกใหม่ เพื่อขนาดที่เหมาะสมกับหัวเด็กแต่ละช่วงวัย

     จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ กรณีคลิปการจับกุมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซึ่งมีผู้โดยสารที่เป็นลูกน้อยอายุเพียง 3 ขวบ ในข้อหาไม่สวมหมวกกันน็อค โดยภายหลังผู้เป็นพ่อได้ออกมาขอโทษต่อกรณีดังกล่าว พร้อมให้เหตุผลว่าไม่ทราบว่าการไม่สวมหมวกกันน็อค ให้ผู้โดยสารที่เป็นเด็กเล็กนั้นผิดกฎหมาย

     นพ.วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกด้านการป้องกันอุบัติเหตุ และประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุระดับจังหวัด (สอจร.) กล่าวว่า เหตุการณ์ในครั้งถือเป็นโอกาสอันดีที่สังคม โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นยานพาหนะหลักในการสัญจรของคนไทย จะได้ตระหนักถึงการปฏิบัติตามกฎหมายจราจร ที่กำหนดครอบคลุมให้ทั้งผู้ขับขี่และซ้อนท้าย ต้องใส่หมวกกันน็อคทุกช่วงอายุโดยไม่มีข้อยกเว้น เพื่อป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุ ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายป้องกันอุบัติเหตุ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งสร้างความตระหนักรู้ และรณรงค์พฤติกรรมการขับขี่ที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

     อย่างไรก็ตาม อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนไทยยังคงสูงมาก โดยเฉพาะการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ซึ่งสูงถึง ร้อยละ 80 ในจำนวนนี้ ร้อยละ 15 หรือประมาณ 2,500 ราย คืออัตราการตายของเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เนื่องจากสรีรวิทยาศีรษะของเด็กใหญ่ถึง ร้อยละ 20-30 เมื่อเทียบกับสัดส่วนร่างกาย ซึ่งมากกว่าผู้ใหญ่ที่มีสัดส่วนศีรษะต่อร่างกาย ร้อยละ 5-10 ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงมีความเสี่ยงสูง ที่จะได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะและสมองมากกว่า และหากต้องเข้ารับการผ่าตัดสมอง ก็ควรได้รับการดูแลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วย

     นพ.วิทยา กล่าวต่อว่า หากทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยง และผลกระทบร้ายแรงจากการไม่สวมหมวกกันน็อค โดยผู้ใหญ่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และวัยรุ่น หันมาใส่หมวกกันน็อคให้ตนเองและเด็กทุกครั้งเมื่อขับขี่ นอกจากจะช่วยลดการบาดเจ็บและเสียชีวิตลงแล้ว ในขณะเดียวกันยังถือเป็นจุดเริ่มต้นในการปลูกฝังพฤติกรรม และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในสังคมไทยด้วย โดยในระยะ 2 ปีต่อจากนี้ เครือข่ายป้องกันอุบัติเหตุ จะเร่งผลักดันให้การสวมหมวกกันน็อคทุกช่วงวัย ให้เป็นหนึ่งวาระสำคัญที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎจราจร ควบคู่ไปกับการกวดขัดพฤติกรรมขับรถเร็ว ขับรถผ่าฝืนเครื่องหมายจราจร และเมาแล้วขับ เป็นต้น

โปรโมชั่นภาครัฐ – ช่วยส่งเสริมการใช้หมวกกันน็อค

ภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ ให้ความสำคัญในการสวมหมวกกันน็อคเมื่อขับขี่ โดยในกรณีหมวกกันน็อคเด็กซึ่งมีอยู่ 3 ขนาดตามอายุ คือ ช่อง 1-2 ขวบ 3-5 ขวบ และ 5-11 ขวบ หากมีโครงการให้ผู้ปกครองสามารถนำหมวกเก่ามาแลกใบใหญ่ ตามอายุของบุตรหลายที่เพิ่มขึ้น จะช่วยสร้างแรงจูงใจ และลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนลงได้ ขณะที่ในแง่ของการการบังคับใช้กฎหมาย อยากให้ศึกษาโมเดลความสำเร็จของประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งปัจจุบันสามารถทำให้ผู้ขับมอเตอร์ไซค์สวมหมวกกันน็อคได้ 100% และกำลังอยู่ในระหว่างการต่อยอดบังคับใช้กฎหมายอย่างเข็มงวดในกลุ่มผู้โดยสารเด็กเช่นเดียวกัน” นพ.วิทยา กล่าว

     ทั้งนี้ ข้อมูลจากรายงานอัตราการสวมหมวกนิรภัยของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ในประเทศไทย ปี พ.ศ. 2560 โดยมูลนิธิไทยโรดส์ พบว่า

ผู้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ทั้งผู้ขับและซ้อน สวมหมวกเพียง ร้อยละ 43 และเมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่า ผู้ใหญ่สวมหมวกกันน็อค ร้อยละ 46 วัยรุ่น ร้อยละ 18 และเด็กสำรวจเฉพาะผู้โดยสาร สวมหมวกกันน็อคในอัตราที่ต่ำมากเพียง ร้อยละ 7

ผลศึกษา “ไทยโรดส์” ชี้หมวกกันน็อคเด็กช่วยได้

     ขณะที่ ผลการศึกษาลักษณะการนั่งมอเตอร์ไซค์เด็กต่อความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดจากการชนของมอเตอร์ไซค์ โดยมูลนิธิไทยโรดส์ ซึ่งทำการทดสอบการชนรถมอเตอร์ไซค์บริวเณด้านข้างของรถยนต์ โดยจำลองการทดสอบการชน 2 ครั้ง ได้แก่ กรณีที่เด็กนั่งด้านหลังผู้ขับขี่ ความเร็วที่ 42.2 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พบว่า หุ่นเด็กที่ซ้อนพุ่งตามคนขับไปกระแทกกับเสาหน้าประตู แรงกระแทกที่เกิดขึ้นสูงกว่าระดับที่ศีรษะเด็กจะรับได้ถึง 7 เท่า ส่วนกรณีที่เด็กนั่งหน้าผู้ขับขี่ ความเร็วที่ 29.7 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พบว่า ทั้งหุ่นจำลองผู้ขับและเด็กต่างพุ่งไปข้างหน้า บริเวณหน้าอกของเด็กกระแทกกับแฮนด์รถมอเตอร์ไซค์ และการกระแทกครั้งที่สองจากผู้ขับขี่ ซึ่งทำให้เด็กรับแรงกระแทกที่บริเวณศีรษะและหน้าอกอีกครั้ง

     ผลการศึกษาย้ำว่า ทั้งสองกรณีไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ และการยุบตัวหน้าอกเด็กนั่งหน้าจะสูงกว่ากรณีเด็กนั่งหลัง ร้อยละ 56.29 ดังนั้น ลักษณะการนั่งของเด็กที่เหมาะสม ควรให้เด็กนั่งโดยสารด้านหลังผู้ขับขี่ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้มากกว่า รวมถึงควรสวมหมวกนิรภัย และจัดหาที่นั่งเด็กที่เหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงที่ศีรษะเด็กจากการกระแทกพื้น หรือบางส่วนของโครงสร้างของรถยนต์ อีกทั้งที่นั่งที่เหมาะสมของเด็กควรมีการป้องกัน ไม่ให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายลื่นไถลไปกับพื้นหลังจากการชน

ทีมข่าว Roadsafety Newstizen