ผลักดันแก้ปัญหา-ทางออก การป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

ผลักดันแก้ปัญหา-ทางออก การป้องกันอุบัติเหตุทางถนน

 

     แม้จะยังคาดเดาไม่ได้ว่า พรรคใด ใคร จะได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนให้เข้ามาทำหน้าที่รัฐบาลหลัง การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่จะถึงนี้ แต่เครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนนของไทย นำโดย นายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความร่วมมือแห่งองค์การอนามัยโลกและโรงพยาบาลขอนแก่น ด้านวิกฤติบำบัดและอุบัติเหตุ ยังคงเดินหน้าหารือร่วมกับ คุณเอเวอรีน เมอร์ฟี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบังคับใช้ กฎหมายจราจรจากองค์การอนามัยโลก ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีเครือข่ายความปลอดภัยทางถนนจากไทย เข้าร่วมหารือด้วย เช่น นายแพทย์วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ รองประธานคนที่ 1 สสส. นายแพทย์วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการโครงการความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยโลกกับรัฐบาลไทยด้านการป้องกันอุบัติเหตุ ทางถนน  นายแพทย์อนุชา เศรษฐเสถียร รองประธาน สอจร. และผู้แทนจากกรมทางหลวง กรมการขนส่งทางบก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต และผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมเมื่อ 20 มีนาคม 2562 ด้วย

     จุดใหญ่ใจความอยู่ตรงที่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ที่องค์การอนามัยโลกร่วมกับมูลนิธิบลูมเบิร์ก สหรัฐอเมริกา ได้ให้ทุนสนับสนุนกับ 5 ประเทศ คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ฟิลิปปินส์ แทนซาเนีย และประเทศไทย กับทุนสนับสนุน 10 มหานครหลัก ประกอบด้วย เมืองอัครา ประเทศกาน่า กรุงแอดดิส อะบาบา ประเทศเอธิโอเปีย เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมืองโบโกต้า ประเทศโคลัมเบีย เมืองฟอร์ตาเลซ่าและเมืองเซาท์ เปาโล ประเทศบราซิล เมืองโฮจิมินห์ ซิตี้ ประเทศเวียดนาม เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

     คุณเอเวอรีน เมอร์ฟี ผู้เชี่ยวชาญด้านการบังคับใช้กฎหมาย จากองค์การอนามัยโลก บอกเล่าถึงประสบการณ์ ที่ติดตามการทำงานของแต่ละประเทศ พบว่า  แต่ละประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทำให้ผลออกมาต่างกันออกไป ในทางความชำนาญเฉพาะด้าน การไปให้ถึง Goal Standard แต่ละประเทศมีข้อแม้ต่างกันออกไป การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศกับหน่วยงานต่างๆ ทางมูลนิธิบลูมเบิร์กได้ใช้ข้อมูล การเสียชีวิต จากการชน ทั้งระดับพื้นที่กับระดับประเทศ มาวิเคราะห์วิจัย มีการสำรวจพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน มาตรฐานยานยนต์ ความยั่งยืนของนโยบายการขนส่ง ความเข้มแข็งด้านนโยบายและกฎหมายของประเทศ ล้วนเป็นเรื่องสำคัญ การทบทวนกฎหมายจราจร มูลนิธิบลูมเบิร์กได้ให้ความช่วยเหลือทางทางเทคนิคเพื่อสร้าง ความเปลี่ยนแปลงในระดับสูง เพื่อถ่ายทอดลงมายังระดับกลาง กับกลุ่มผู้มีผลได้ผลเสีย ผลักดันเชิงนโยบาย สร้างความเข้มแข็งในกลุ่มสื่อมวลชน บรรณาธิการ บางประเทศได้มีการตรากฎหมายจราจรขึ้นเฉพาะเรื่อง อย่างการทำงานร่วมกับรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน จนเกิดการทำโครงการ E-Bike เป็นผลสำเร็จในกรุงปักกิ่ง เกิดโปรแกรมการพัฒนาด้านกฎหมายในประเทศอินเดียกว่า 20 โปรแกรม  มีการเผยแพร่สนับสนุนให้เกิด กฎหมายและบังคับใช้ที่นั่งในรถสำหรับเด็กในฟิลิปปินส์ มีการเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าวในแทนซาเนีย เป็นการใช้ข้อมูลและหาเสนอทางออกของปัญหาให้กับรัฐบาล เป็นต้น

     ผู้เชี่ยวชาญด้านการบังคับใช้กฎหมายยังยกตัวอย่างถึง เรื่องการจัดการความเร็วซึ่งเป็นปัญหาหนึ่งของไทยว่า ผลการศึกษาบอกว่า 1 ใน 3 คนที่ตายบนถนนมาจากเหตุนี้ ในจำนวนผู้เสียชีวิต 20% ตายจากผู้ขับรถใช้ความเร็ว 50 กม.ต่อ ชม. ขณะทีี่คนขับรถด้วยความเร็วที่ 80 กม.ต่อ ชม. ทำให้เกิดการเสียชีวิตถึง 60%  ความสำคัญอยู่ ตรงที่ความเร็วส่งผลต่อระยะของการหยุดรถ ในยุโรปมีเรื่องของการลงทุนในการใช้วงเวียนมีส่วนช่วยลดความเร็ว มีการกำหนดความเร็วตามสภาพถนน มีตั้งแต่ 30,50 และ 80 กม.ต่อ ชั่วโมง  ด้านมาตรการลงโทษผู้ขับขี่ด้วย ความเร็วเกินกำหนด ในแต่ละประเทศมีการลงโทษต่างกันไป เช่น หักคะแนนใบขับขี่ การลงโทษผู้ขับขี่ว่า ขาดความรู้หรือทำผิดเรื่องใด ก็จะถูกมาอบรมในเรื่องที่ไม่เข้าใจนั้นๆ เทคนิคอื่นๆ อาจมีการจับปรับโดย ราคาที่ต่างกันตามระดับความเร็วที่ใช้เกินกว่ากำหนด บางที่ก็ร่วมกับการหักคะแนน ไปถึงการยึดใบขับขี่ บางคนมองว่า การปรับเงินน้อยไป ก็มาเล่นที่การใช้เวลาในการอบรมซึ่งจะทำให้เสียเวลาทำมาหากินแทน ต่างกันไปตามวิถีของประเทศนั้นๆ

     สำหรับภูมิภาคอาเซียน จะใช้โครงการ Bloomberg Initiative for Global Road Safety หรือ BIGRS มาผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงกันของรัฐสภา หน่วยงานหลัก สื่อมวลชน เพื่อขับเคลื่อนงานเชิงนโยบาย กฎหมายที่จำเป็น สร้างกลไกเชิงภาคีของหน่วยงานระดับสูง โดยมีผลงานในพื้นที่และการสื่อสารสาธารณะเป็น ตัวดำเนินการ ซึ่งปี 2019 องค์การอนามัยโลกและมูลนิธิบลูมเบิร์ก ยังคงให้ทุนสนับสนุนการทำงานสองด้าน คือ ด้านการพัฒนานโยบายและกฎหมาย กับ การส่งเสริมงานด้านการสื่อสารสาธารณะผ่านสื่อมวลชน

 

ทีมข่าว Roadsafety Newstizen