องค์การระดับโลกห่วงชีวิตคนบนถนนของประเทศไทย…ตายเยอะจะแก้อย่างไร

องค์การระดับโลกห่วงชีวิตคนบนถนนของประเทศไทย…ตายเยอะจะแก้อย่างไร

หลังจากผลการรายงานสถานการณ์ความปลอดภัยทางถนนปีล่าสุด 2019 เป็นที่รับรู้กันทั่วทั้งโลกว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตบนถนนในปี 2559 ถึง 22,356 คน เรียกว่า ทุก 24 นาทีจะมีผู้เสียชีวิตจากการชนบนถนนอย่างน้อย 1 คน คนขี่จักรยานยนต์ตายถึง 69.7% ของจำนวนทั้งหมด คือ 15,582 คน เป็นเรื่องน่ากลัวมากเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษซึ่งมีจำนวนประชากรพอๆ กับไทย มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากการชนบนถนนเพียง 2,019 คน ตายเพราะขี่จักรยานยนต์ 400 คน ตัวเลขที่ห่างกันมาก เป็นเรื่องที่ชาวโลกเขาตกใจแทนคนไทยกันอย่างมาก

นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการโครงการเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนด้านการบังคับใช้กฎหมาย กล่าวว่า ความน่าตกใจนี้ มากขนาดที่ว่า มูลนิธิบลูมเบิร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ให้ทุนสนับสนุนการทำงานผ่านองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย สร้างความเข้มแข็งด้านการบังคับใช้กฎหมายแบบมีส่วนร่วมผ่านเครือข่ายนักกฎหมาย ผู้มีส่วนผลักดันนโยบาย และสนับสนุนให้สื่อมวลชนในประเทศไทยได้ร่วมขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายสู่สาธารณะเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับชาติ เพราะรู้ดีว่า การสร้างความปลอดภัยทางถนน กับ การป้องกันการชนบนถนน ต้องใช้ความเป็นสหสาขาอาชีพมาช่วยแก้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อน และมีความยาก

มูลนิธิบลูมเบิร์กเลือกให้ทุนการช่วยเหลือเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับ 5 ประเทศ ได้แก่ อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ แทนซาเนีย และไทย กับอีก 10 เมือง ได้แก่ เมืองอัครา ประเทศกาน่า เมืองแอดดิสอะบาบา ประเทศเอธิโอเปีย เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย กรุงเทพฯ ประเทศไทย โบโกตา ประเทศโคลอมเบีย ฟอร์ตาเลซากับเซาท์เปาโล ประเทศบราซิล เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม มุมไบ ประเทศอินเดีย และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลสาเหตุการตาย หาแนวทางและมาตรการที่เหมาะสม ส่วนระดับประเทศและระดับเมืองมีโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โครงการปรับปรุงถนน การเพิ่มประสิทธิภาพของนโยบาย นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นในการสร้างประสิทธิภาพของนโยบายในเชิงกฎหมายและกฎระเบียบ เพื่อส่งเสริมให้เกิดเจตจำนงทางการเมืองที่ดีขึ้น ลดปัญหาและอุปสรรคจากผู้บริหารระดับประเทศ
ประสบการณ์ของ คุณเอเวอรีน เมอร์ฟี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบังคับใช้กฎหมาย จากองค์การอนามัยโลก สำนักงานใหญ่ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ บอกว่า เส้นทางที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายมาจากการทบทวนนโยบายระดับสถาบันและองค์กร ปัญหาและอุปสรรค รวมถึงแนวทางในการปรับปรุงแก้ไข และการทำแผนภาพผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อให้ทราบช่องทางการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดและสามารถทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น การสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงนโยบาย การพูดจาภาษาเดียวกัน เพื่อโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลง กระบวนการทำงานของภาครัฐ ไม่ใช่แค่กระบวนการเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น แต่ต้องมีการประเมินติดตามตรวจสอบเพื่อให้ทราบข้อบกพร่องและปรับปรุงแก้ไข

ส่วนการสนับสนุนขับเคลื่อนฝั่งสื่อมวลชน หรือ Media fellowship เกิดจากช่องว่างสำคัญของการรายงานข่าวส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยมีรายละเอียดที่สำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก่สังคม โครงการดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการรายงานข่าวไปสู่การเล่าเรื่องถึงสาหตุของการเกิดอุบัติเหตุโดยเสนอในมุมมองที่หลากหลาย เพื่อเปลี่ยนการพูดคุย และการปรับเปลี่ยนนโยบาย ให้การเล่าเรื่องเป็นไปเพื่อการสร้างความรู้ความเข้าใจ การทำงานของสื่อมวลชนแบบรับผิดชอบ

ความสำเร็จของโครงการ Legal Development Programme ที่ผ่านมา อาทิ

• ประเทศจีน – การขับเคลื่อน e-bike โดยการทำงานที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล และมีการแก้ไขมาตรฐาน e-bike การสำรวจสภาพแวดล้อมการบาดเจ็บและการเกิดอุบัติเหตุที่ลดลงจากการใช้ e-bike

• ประเทศฟิลิปปินส์ – พูดคุยเรื่องการแก้ไขกฎหมายที่นั่งสำหรับเด็ก แต่ไม่คืบหน้าเนื่องจากประชาชนต่อต้าน เพราะประชาชนยังคิดว่าการอุ้มเด็กไว้กับตัวนั้นปลอดภัยแล้ว จึงรวบรวมข้อมูลเพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขให้แก่รัฐบาล และนำไปสู่การแก้ไขต่อไป

• ประเทศแทนซาเนีย – ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเรื่องเล่าผ่านสื่อมวลชน โดยแก้ปัญหาที่ไม่ใช่การนำเสนอสื่อการกล่าวโทษรัฐบาลเพียงอย่างเดียว

• ประเทศไทย – มีการพิจารณาทบทวนกฎหมายและประเมินองค์กรให้เกิดความครอบคลุมของหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ดึงภาคส่วนที่มีความหลากหลายมาทำงานร่วมกัน ซึ่งก่อให้เกิดกลไกเชิงสถาบันที่มีความคล่องตัวมากขึ้น สร้างกลไกบางอย่างที่สามารถเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายได้มากขึ้น ทำให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเรื่องราวที่เล่าผ่านสื่อ สมาชิก LDP สามารถให้ข้อมูลแก่สื่อมวลชน เสนอข้อมูลและเรื่องราวให้สื่อมวลชนนำไปเขียน ข้อมูลการติดตามการนำเสนอข่าวต่างๆ มีการขับเคลื่อนเรื่องความปลอดภัยของรถรับ-ส่งนักเรียน โดยการเสนอให้มีการแก้ไขนิยามในพระราชบัญญัติการศึกษาให้ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางของนักเรียน โดยกรมการขนส่งทางบกมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความปลอดภัยของรถโรงเรียน และรถรับ-ส่งนักเรียน และการนำเทคโนโลยีมาใช้กับตัวรถ การมีใบขับขี่ที่ถูกต้อง ผู้ขับขี่ต้องไม่ดื่มสุรา

สิ่งเหล่านี้ เป็นผลจากการสนับสนุนของมูลนิธิบลูมเบิร์กตั้งแต่ปี 2015-ปัจจุบัน