แนะปรับมาตรการป้องกันอุบัติเหตุบิ๊กไบค์และรถจักรยานยนต์

แนะปรับมาตรการป้องกันอุบัติเหตุบิ๊กไบค์และรถจักรยานยนต์

นพ วิวัฒน์ คำพูด

รองประธาน สอจร.แนะป้องกันความรุนแรงที่เกิดจากอุบัติเหตุบิ๊กไบค์และรถจักรยานยนต์ ฝ่ายนโยบายมีมาตรการควบคุมชัดเจนในการขี่ รวมถึงการออกใบอนุญาต และเครื่องป้องกันความปลอดภัย
นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ รองประธานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจร (สอจร.) กล่าวถึงกรณีอุบัติเหตุรถบิ๊กไบค์ ทำให้ผู้ขี่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ความสูญเสียดังกล่าวถือว่าส่งผลกระทบทางสังคมอย่างมาก เนื่องจากผู้เสียชีวิตยังอยู่ในวัยทำงาน ดังนั้นจึงมีความเป็นห่วงเรื่องการใช้ความเร็ว เพราะต้องยอมรับว่ารถจักรยานยนต์ ลักษณะการขี่ไม่ได้เหมือนรถยนต์ที่มีตัวรถป้องกันตัวคนขับ ที่สำคัญเมื่อขับรถด้วยความเร็วเท่าใด เมื่อเกิดแรงปะทะจะร้ายแรงเท่านั้น ซึ่งการใช้ความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถือว่าอันตรายมากแล้ว

วิสัยทัศน์
นพ.วิวัฒน์ เห็นว่า ควรมีมาตรการควบคุมการใช้รถของคนกลุ่มนี้อย่างจริงจัง ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ เช่น ในต่างประเทศรถบิ๊กไบค์จะใช้ทำกิจกรรมท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด ไม่ได้ใช้ขี่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงการขอรับใบอนุญาตขับขี่ที่กำหนดช่วงอายุ มีการฝึกอบรมและการสอบอย่างเข้มข้น ที่สำคัญมีมาตรการบังคับใช้ความเร็วในสอดคล้องกับลักษณะถนนที่ผ่าน เช่น ย่านชุมชน หรือ โรงเรียน และสุดท้ายหากเกิดอุบัติเหตุแล้ว จะต้องมีระบบป้องกันที่ดี เพราะทุกวินาทีบนถนนมีความเสี่ยง แม้ประเทศไทยมีการ์ดเรล แต่ไม่ได้เหมาะกับรถจักรยานยนต์ เหมาะสำหรับรถยนต์มากกว่า จะเห็นได้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับกรณีการเสียชีวิตของผู้ขี่บิ๊กไบค์บนสะพานคลองตัน มีการปะทะกับการ์ดเรล ที่มีความคมและมีเสา ดังนั้นหากปรับการ์ดเรลให้มีความสไลด์ได้ไปตามแรงปะทะ จะสามารถช่วยลดความรุนแรงจากการเกิดอุบัติเหตุได้ในระดับหนึ่ง

การ์ดเรล

นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีการประเมินสภาพถนนตามมาตรฐานโปรแกรมประเมินถนนนานาชาติ (iRAP) พบว่าถนนที่มีความปลอดภัยสำหรับจักรยานยนต์ยังต่ำ ถนนส่วนใหญ่ทำเพื่อรถยนต์ ดังนั้นจึงมองว่าฝ่ายนโยบายจำเป็นอย่างยิ่ง ต้องหันมาให้ความสนใจกับถนนที่เหมาะสมหรับรถจักรยานยนต์ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของประเทศนิยมขี่รถจักรยานยนต์ เพราะเป็นทางเลือกสำหรับคนมีรายได้น้อย เรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างมาก

“ถนนต้นแบบใช้จักรยานยนต์ปลอดภัย ประเทศไทยเริ่มมีในบางจังหวัด แต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ ต้องประเมินทุกมิติ ทั้งการใช้ความเร็ว ความปลอดภัย เพราะในอนาคตมีแนวโน้มสูงมากที่รถบิ๊กไบค์และรถจักรยานยนต์จะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น” นพ.วิวัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากมูลนิธิไทยโรดส์และเครือข่ายเฝ้าระวังความปลอดภัยทางถนน ระบุว่า อุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วยังถือเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตบนทางหลวง คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 2 ใน 3 ของผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางหลวง โดยจากสถิติตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมาพบว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจากการใช้ความเร็วบนทางหลวงมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ยังระบุถึงเหตุของการลดความเร็วรถจักรยานยนต์ว่า หมวกกันน็อกสามารถรองรับแรงกระแทกที่ความเร็วเกิน 40-50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หากความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แรงกระแทกต่อร่างกายจะเท่ากับตกตึก 5 ชั้น

ข่าวโดย อัญชลี อับดุล