สอจร.เปิดเวทีชี้แจงแนวทางก้าวสู่จังหวัดถนนปลอดภัยภาคใต้

สอจร.เปิดเวทีชี้แจงแนวทางก้าวสู่จังหวัดถนนปลอดภัยภาคใต้

394578.jpg

นายอุดมพร กาญจน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวต้อนรับผู้ปฏิบัติงานซึ่งเป็นตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ ใน 14 จังหวัด ภาคใต้ จำนวน 60 คน ใน

“เวทีชี้แจงแนวทางการก้าวสู่จังหวัดถนนปลอดภัย” 5 ด้าน ว่าเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ที่จะต้องป้องกันอันตรายจากอุบัติเหตุทางถนน วันนี้พวกเราจึงมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากคนที่มาต่างพื้นที่ อย่างนครศรีธรรมราชก็ต้องดูสิ่งที่ดีของจังหวัดอื่นเพื่อจุดประกายและต่อยอดการทำงานเช่นกัน

นครศรีธรรมราชมีการขับเคลื่อนในท้องถิ่นทั้ง 23อำเภออย่างเข้มข้นเป็นต้นแบบที่ดีแห่งหนึ่ง

394575

นพ. วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ รองประธานคนที่2 สสส. กล่าวถึง บทบาทของ สสส.ว่าเป็น หน่วยงานสนับสนุนให้ความช่วยเหลือภาคีด้วยงบประมาณจากภาษีบาป หรือภาษีเหล้าบุหรี่ ส่วนบุคลากรหลักของงานนี้อย่างนายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ประธาน สอจร.ทำงานมานานเพราะเห็นปัญหาที่เกิดกับผู้ประสบเหตุ ต้องผ่าตัดช่วยชีวิต รอดบ้างไม่รอดบ้าง ทำให้ต้องออกมาช่วยกันทำงานด้านป้องกัน สสส. ถือว่าทุกคนทำงานเป็นภาคีด้วยกัน

394574

ด้านนายแพทย์วิทยา ชาติบัญชาชัย ประธาน สอจร.กล่าวชื่นชมการทำงานของภาคีในภาคใต้ว่าเป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชมในความสำเร็จ การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยได้ตลอดอย่างไม่มีวันหยุด เพื่อส่งความปลอดภัยให้กับลูกหลาน ถือว่าเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติในชีวิตหนึ่ง วันนี้ถือเป็นการปฐมนิเทศ ให้กับคนทำงาน สอจร.ของภาคใต้

394576

สอจร. ที่เข้าระยะที่ 8 มีสิ่งใหม่เกิดขึ้น การกำหนดทิศทางให้พวกเราทำงานไปในทางเดียวกันจะได้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง องค์การสหประชาชาติเคยกำหนด UN Decade of Action 2011-2020 ให้เป็นทศวรรษของความปลอดภัยทางถนนเกิดจากการประชุมที่กรุงมอสโคว ประเทศรัสเซีย ขณะนี้เราอยู่ในทศวรรษ ทุกประเทศต้องแก้ไขร่วมกัน ต่อมา UN กำหนดให้เป็น SDG เป็นSustainable Development Goals 2ปีก่อนมีการประกาศ Phuket Declaration ให้มีนโยบายการแก้ปัญหาในภูมิภาค Asia แก้ปัญหาเรื่องมอเตอร์ไซค์ เพราะเป็นปัญหาใหญ่เดียวกันในภูมิภาคแห่งนี้ (SEARO) ซึ่งเป็นปัญหาที่ต่างจากประเทศในยุโรป ปัญหาของพวกเขาต่างจากเอเชีย

ต่อมาในการประชุมที่กรุงบราซิลเลีย ประเทศบราซิล แต่ไทยเรายังทำไม่ได้ ปีหน้า2020 จะมีการประชุมปิด ” ทศวรรษแห่งความปลอดภัยทางถนน” ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ไทยเรามีคนตายจากอุบัติเหตุสูงอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลก ล่าสุดเป็นอันดับ 9 ในการประชุม World Safety 2018 ไทยได้รับความชื่นชมในเรื่องข้อมูล 3ฐาน ที่ใช้รายงาน มาจากกระทรวงสาธารณสุข ตำรวจ และบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัย จำกัด

เชียร์ให้ส่งผลงานดีๆ ในพื้นที่ ไปเข้าร่วมการประชุม World Safety 2020 ที่เมืองอะเดเลด ประเทศ ออสเตรเลีย

สิ่งที่เกิดขึ้นในไทย คือ เรามี ปภ. เป็นหลักของการทำงาน มี นปถ. ศปถ. เป็นศูนย์กลางควบคุม แต่ยังคงมีข้อจำกัดในการทำงาน ยังมีแต่กิจกรรมไม่ใช่ยุทธศาสตร์ โชคดีที่เรามีประชาคม ภาคีเครือเข้ามาช่วยทำงาน ส่วนราชการ องค์กรต่างประเทศอย่างองค์การอนามัยโลก หน่วยงานเอกชนอย่าง ปตท. เอสซีจี เป็นต้น

394579

การรายงานขององค์การอนามัยโลก พบว่ามีการตายถึง 2 หมื่นกว่าคนในประเทศไทย ทำให้มีหลายฝ่ายไม่เชื่อจนเมื่อวิเคราะห์จากข้อมูล 3 ฐาน ผลออกมาใกล้เคียงกับการรายงานขององค์การอนามัยโลก จนปี 2559 รองนายกฯ ประวิทย์ ประกาศให้ใช้ข้อมูล3 ฐานเป็นหลัก สอจร.มีการทำรายงานสถานการณ์ของประเทศไทยแต่ละจังหวัดเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลการรายงานต่อองค์การอนามัยโลกเช่นกัน และองค์การอนามัยโลกเองก็สนับสนุนการทำงานเชิงนโยบายโดยให้งบประมาณกับรัฐบาลไทยเช่นกัน ด้านมูลนิธิบลูมเบิร์ก เข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานด้านการบังคับใช้กฎหมายมา 5 ปีแล้ว มีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย เช่น ระบบตัดแต้ม

ขณะเดียวกันภาคีมีการดำเนินงานด้านนโยบายถึงระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งให้การปกครองระดับท้องถิ่น สร้างความปลอดภัยทางถนนในศูนย์เด็กเล็ก และการสร้างความปลอดภัยทางถนนถึงระดับตำบล มีการทำงานด้านการสื่อสาธารณะเผยแพร่ความรู้และผลการทำงาน

ผลที่เกิดขึ้นจากการทำงานที่เราเริ่มเห็นคือ จำนวนคนตายลดลง จากอันดับ 2 มาเป็นอันดับ 9 แต่ยังถือว่าสูงมากอยู่ กลายเป็นว่าเราอยู่ในกลุ่มเดียวกับประเทศที่มีรายได้ต่อหัวประชากรต่ำในแอฟริกา ขณะนี้จังหวัดที่มีสถิติการเสียชีวิตและบาดเจ็บสูงสุด เป็นจังหวัดระยอง

394577

ความท้าทายต่อไป เมื่อดูจากประเทศที่มีอัตราการตายจากการชนบนถนน จังหวัดเดียวของเรายังมีผู้เสียชีวิตสูงกว่า สิงคโปร์ อังกฤษ นอร์เวย์ สวีเดน เสียอีก แต่ละประเทศอย่างอังกฤษ มีการตั้งกระทรวงป้องกันอุบัติเหตุโดย เฉพาะ แสดงว่าประเทศที่เอาจริงเอาจังสามารถทำได้ เราต้องเรียนรู้เพื่อเอามาทำตาม ข้อมูลสธ.มีการบาดเจ็บเดือนละกว่า 8 หมื่นคน ปีละเป็นล้านคน การรณรงค์ต้องทำทั้งปีไม่ใช้ทำเฉพาะเทศกาล

แม้กระทั่งองค์กรอนามัยโลกยังบอกว่า ไทยเราทำเป็น event ไม่ทำเป็นระบบให้ใช้ยุทธศาสตร์จัดการทำรถสาธารณะและกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เรารณรงค์มากเกินไป และทำสิ่งที่ต้องทำน้อยไป อย่างมี กม.การสวมหมวกนิรภัย แต่กลับสวมหมวกนิรภัยเพียง50% ในแต่ละกลุ่มวัย เราอยู่ด่านหน้าต้องทำอย่างไรให้คนสวมหมวกนิรภัย 100% ภาคใต้มีภูเก็ตเป็นต้นแบบที่ดี มีการออกใบสั่งเดือนละเป็นแสนใบ