ผลผลิต “ดีเอ็นเอ” สร้างเยาวชนเคารพกฎจราจร เตรียมขยายสู่ชุมชนรอบข้าง

ผลผลิต “ดีเอ็นเอ” สร้างเยาวชนเคารพกฎจราจร เตรียมขยายสู่ชุมชนรอบข้าง

ผลผลิต “ดีเอ็นเอ” เยาวชนเคารพกฎจราจร ออกดอกออกผล โรงเรียนเทศบาล 1 วัดเทพมงคล สานต่อภารกิจลดอุบัติเหตุทางถนน ตั้งเป้าต้นแบบขยายสู่ชุมชนรอบข้าง

รองผู้อำนวยการโรงเรียน อ.กิตติพงษ์

นายกิตติพงษ์  โพธิ์มาตย์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 1 วัดเทพมงคล อำนาจเจริญ กล่าวว่า หลายคนมองว่าการใส่หมวกกันน็อค เป็นเรื่องที่แปลกและทรมานมากสำหรับคนไทย ร่วมไปถึงการปฏิบัติตามกฎและเครื่องหมายจราจร ถามว่าทุกคนรู้ถึงความหมายหรือไม่.. แต่กลับไม่ทำตามกฎ ! เมื่อเป็นเช่นนี้โรงเรียนไม่อยากเข้าไปบังคับผู้ปกครองโดยตรง แต่เมื่อได้รับประสานจาก สสสเข้ามาดำเนินโครงการขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ สู่โรงเรียนความปลอดภัยทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ แผนงานสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) โดยมีวัตถุประสงค์ติดตามนักเรียนที่จบมากจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ว่าเด็กและผู้ปกครองมีพัฒนาการและยังคงพฤติกรรม การสวมหมวกกันน็อคอยู่หรือไม่ ซึ่งเราเห็นว่าเป็นโครงการที่ดีมาก โดยในระยะเริ่มต้นทีมเครือข่าย สอจรนักวิจัย และครู ได้ร่วมกันวางแผนดำเนินงาน ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรบูรณาเข้าไปในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง และสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน แบ่งเป็นการปลูกฝังเรียนรู้ที่เหมาะสมกับเด็กช่วงวัยต่างๆ โดยปัจจุบันอยู่ในระยะขยายความรู้ไปยังผู้ปกครอง และชุมชนรอบข้างต่อไป

หลายครั้งเรามักจะได้ยินว่า ทำไมโรงเรียนไม่สอนเด็ก ให้มีความรู้และปฏิบัติตามกฎจราจร เราจึงให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ เพราะทุกวันนี้อุบัติเหตุทางถนน เป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย การจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอน และบูรณาการเข้าไปในรายวิชา ให้นักเรียนได้เข้าถึงองค์ความรู้และข้อมูลที่สำคัญ เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนที่ปลอดภัย จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งภายหลังทดลองดำเนินการพบว่า ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองให้ความร่วมมือ และมีพฤติกรรมตระหนักถึงความปลอดภัยมากขึ้น

นางขวัญมณี จันทิมา ผอ กองสาธารณสุขจังหวัด

นางขวัญมณี จันทิมา ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริญ กล่าวว่า โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือกันอย่างเหนียวแน่น ระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง หน่วยงานท้องถิ่น และชุมชน ทุกฝ่ายมีส่วนสำคัญมาก โดยเฉพาะด้านการช่วยกันกำหนดจุดเสี่ยงและแก้ไข ป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำในอนาคต โดยก่อนเริ่มดำเนินการมีการสูญเสีย ประมาณ  2-3 รายต่อปี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีเส้นทางเชื่อมต่อไปยังอำดเภอและจังหวัดรอบข้าง ก่อนหน้าผู้ปกครองมักมองว่า การขี่มอเตอร์ไซค์ส่งบุตรหลานมาโรงเรียนในแต่ละวัน เป็นระยะทางที่ใกล้ๆ ส่วนใหญ่จึงไม่สนใจใส่หมวกกันน็อค แต่เนื่องจากเส้นทางมายังโรงเรียนนั้น ต้องผ่านทางแยกใหญ่ 3-4 จุด ทำให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุจึงมักบาดเจ็บรุนแรง หรืออาจหนักถึงขั้นเสียชีวิต

ภายหลังพบว่าผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญ โดยเฉพาะการสวมหมวกกันน็อค เพราะทุกคนเห็นภาพชัดเจนว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุน่ากลัวยิ่งกว่าแตงโมงแตก” นางขวัญมณี กล่าว

คุณพรทิพพา สุริยะ ผู้จัดการโครงการ

ด้าน พรทิพพา สุริยะ ผู้จัดการโครงการขยายผลศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต้นแบบ สู่โรงเรียนความปลอดภัยทางถนนโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และนักวิชาการ แผนงานสนับสนุนการดำเนินงานป้องกันอุบัติเหตุจราจรระดับจังหวัด (สอจร.) กล่าวถึงวัตถุประสงค์โครงการ.. ว่า ต้องการให้เด็กตระหนักรู้ถึงความปลอดภัย ในระยะที่ 1 เริ่มดำเนินการ 16 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ใน 8 จังหวัดทั่วประเทศ เลือกพื้นที่พัฒนาศูนย์เด็กเล็ก ในพื้นที่จราจรแออัด และมีความพร้อมของหน่วยงานท้องถิ่น และขยายเป็น 30 ศูนย์ จากการสำรวจก่อนดำเนินการ ช่วงแรกพบอัตราใส่หมวกเพียง 2% แต่เมื่อทำกิจกรรมต่อเนื่อง อัตราใส่หมวกเพิ่มเป็น 90-100% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี

เราเน้นดำเนินการ 3 ประเด็น คือ

1. การมีส่วนร่วม ครูผู้ปกครอง จุดเสี่ยงตั้งแต่บ้านเด็กถึงโรงเรียน วิเคราะห์ปัญหา แดง เหลือง เขียว

2. ปรับพฤติกรรมเสี่ยง เก็บข้อมูลพฤติกรรมผู้ปกครองที่ส่งต่อมายังเด็ก เช่น ไม่สวมหมวก ไม่คาดเข็มขัด เล่นโทรศัพท์ขณะขับขี่ ปรับเปลี่ยนเริ่มต้นจากการใส่หมวกโดยไม่รู้สึกถูกบังคับ ผ่านกิจกรรมให้ความรู้สัญญาณจราจรและป้ายบอกต่างๆ และ

3. การจัดเรียนสอนที่เหมาะกับช่วงวัย การจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ปลูกฝังพฤติกรรมการรับรู้ เด็กบอกต่อผู้ปกครองได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการขับขี่ใช้รถใช้ถนน

ระยะที่ 2 ขยายสู่โรงเรียนระดับประถม ต่อเนื่องจากเด็กในศูนย์เด็กเล็ก และเมื่อขยับกลุ่มจากเด็กเล็กมาที่เด็กโต ต้องพัฒนาชุดข้อมูลความรู้ที่เข้ากับช่วงวัย ปัญหาการทำงานระหว่างสถานศึกษาใต้สังกัดที่ต่าง ศธส่วนใหญ่ยังไม่ให้ความร่วมมือ ไม่เป็นผลเท่าที่ควร แต่สังกัดเทศบาลได้รับความร่วมมือค่อนข้างดี มีการประกาศขอความร่วมมือให้ทั่วประเทศใช้หลักสูตรในโรงเรียนสังกัด

ด้วยความร่วมมือจากท้องถิ่น ตอนนี้เครือข่ายโฟกัสการทำงานกับ อปทโรงเรียนในสังกัดเทศบาล เพราะผู้บริหารและครูเห็นตรงกันว่า ความปลอดภัยทางถนนเป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาไม่อยากเห็นภาพเด็กตัวเล็กๆ ขายังไม่ถึงพื้น ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์และไม่ใส่หมวกกันน็อกมาโรงเรียน ส่วนโรงเรียนในสังกัด สพฐนั้น มีบ้างบางแห่งที่โรงเรียนและครูตระหนัก และส่งเสริมให้มีการปลูกฝังเรียนรู้ภายในสถานศึกษา” พรทิพพา กล่าว

S__31039575

S__31039574

S__31039571